Forget password
โฆษณา

***ไอ : ไอแห้ง ไอมีเสมหะ ไอเป็นเลือด ***

tag:ไอ : ไอแห้ง, ไอมีเสมหะ ,ไอเป็นเลือด

 

ไอ : ไอแห้ง ไอมีเสมหะ ไอเป็นเลือด

นอกจากอาการเหนื่อยง่าย และเจ็บหน้าอกแล้ว อาการไอก็เป็นอาการแสดงอีกอย่างหนึ่ง ที่แสดงว่าผู้ป่วยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ อาการไอพบบ่อยมากเป็นอาการของโรคที่พบบ่อยที่สุด คนเราทุกคนต้องเคยไอมาแล้วทั้งนั้น อาการไอเป็นกลไกของร่างกาย ที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอม ที่อาจทำอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ให้ออกไปจากร่างกายรวมทั้งการติดเชื้อด้วย เช่น การป่วยเป็นวัณโรค ดังนั้นบางคนก็มองเห็นไปว่าการไอ แม้จะเป็นลดปริมาณเชื้อโรคในตัวเองแต่ก็เป็นการแพร่การติดเชื้อต่อไปให้ผู้อื่นเหมือนกัน

ระบบทางเดินหายใจ

ระบบหายใจมีหน้าที่อยู่ 2 อย่าง คือ นำออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายเพื่อให้เรามีชิวิตอยู่ได้ และขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซซึ่งสร้างขึ้น คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นผลจากเมตะบอลส์การเผาไหม้เชื้อเพลิง (น้ำตาล ฯลฯ) เพื่อใช้เป็นพลังงานของร่างกายออกไป สารนี้มีฤทธิ์เป็นกรด ดังนั้น ถ้าคั่งในร่างกายจะทำให้เราเกิดสภาพมีกรดเกิน (Acidosis) ได้ ซึ่งถ้ารุนแรงพออาจทำให้ถึงตาย นอกนั้นยังอาจกดการทำงานของสมองทำให้เกิดอาการซึมหรือหมดสติได้ ระบบหายใจแบ่งเป็น 2 ส่วนตามหน้าที่ของมัน คือ ส่วนนำอากาศเข้าออกหรือระบบทางเดินหายใจ (Conducting System) และส่วนแลกเปลี่ยนอากาศที่หายใจเข้าไปกับเลือดในปอดหรือถุงลม (Diffusion System)

รูปที่ 1 แสดงถึงระบบทางเดินหายใจ เริ่มตั้งแต่อากาศที่อยู่นอกร่างกาย เมื่อหายใจเข้าอากาศจะไหลเข้าทางทางจมูก แล้วจะผ่านรูจมูก เข้าไปในโพรงจมูก (Nasal Cavity) อากาศจะไหลผ่านลงไปในลำคอ (Pharynx) แล้วผ่านมายังกล่องเสียง (Larynx) เข้าสู่หลอดลมใหญ่ (Trachea) ซึ่งอยู่ข้างหน้าของหลอดอาหาร จากหลอดลมใหญ่จะแบ่งตัวออกเป็นหลอดลมรอง แยกเข้าสู่ปอดซ้ายและขวา (Left and Right Main Bronchus) แล้วอากาศจะผ่านลงไปสู่ปอด (Lung) ในปอดหลอดลมจะแบ่งตัวเป็นหลอดลมที่มีขนาดเล็กลงอีกหลายครั้ง จนถึงถุงลมซึ่งเป็นที่แลกเปลี่ยนก๊าซในอากาศที่หายใจเข้าไปกับเลือด ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการนำอากาศเข้าออกของระบบทางเดินหายใจ

นอกจากหายใจเข้าออกทางจมูกแล้ว เราอาจหายใจเข้าออกทางปากก็ได้โดยเฉพาะขณะออกกำลัง เพราะการหายใจทางปากนั้นจะใช้แรงในการหายใจน้อยกว่าหายใจผ่านทางรูจมูก เนื่องจากความต้านทานต่อการไหลของอากาศน้อยกว่าทำให้รู้สึกหายใจได้สะดวกกว่า นอกจากนั้นแล้วเวลาเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารผ่านปากแล้วผ่านเข้าไปในลำคอ (Pharynx) แล้วจึงจะผ่านลงไปในหลอดอาหาร (Esophagus) ซึ่งอยู่หลังหลอดลม แล้วจึงผ่านต่อลงไปยังกระเพาะอาหาร (รูปที่ 2) จะเห็นได้ว่าบริเวณลำคอเสมือนเป็นห้องส่วนรวมยอมให้ทั้งอาหารที่กลืนลงไป และอากาศที่หายใจเข้าไปผ่านเข้าออกได้ โอกาสที่จะลงผิดช่อง เช่น อาหารแทนลงไปในหลอดอาหารกลับลงไปในหลอดลมอาจเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีกลไกป้องกันที่เหมาะสม

รูปที่ 3 รูปที่ 4

รูปที่ 3 เป็นรูปภายในลำคอที่มองจากด้านบนลงไปในบริเวณลำคอส่วนล่างต่อกับกล่องเสียง ในส่วนกล่องเสียงที่เรียกว่า Glottis จะเห็นมีกล้ามเนื้อที่เรียกว่า Vocal Cord ยื่นออกมาขวางในลำคอไว้ เวลาเรากลืนอาหารกล้ามเนื้อจะยื่นปิดหลอดลมไว้กัน ไม่ให้อาหารตกลงไปในหลอดลม ในขณะที่เราหายใจหรือพูดลำคอส่วนนี้จะเปิดออกให้อากาศผ่านเข้าออกได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคทำให้กล้ามเนื้อนี้ทำงานไม่ได้ตามปกติ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอเนื่องจากสำลักอาหารหรือน้ำลายที่ตกเข้าไปในหลอดลม พวกที่ชอบพูดพร้อมๆ กับรับประทานอาหารก็มีโอกาสสำลักได้บ่อยเช่นกัน โดยทั่วไปเราแบ่งระบบทางเดินหายใจส่วนที่นำอากาศออกเป็นทางเดินหายใจส่วนบน (Upper  Respiratory Tract) ซึ่งประกอบด้วย จมูก ลำคอ และกล่องเสียง กับทางเดินหายใจส่วนล่าง(Lower Respiratory Tract) คือ ส่วนที่อยู่ใต้ Larynx ลงไป ประกอบด้วยหลอดลมตั้งแต่ Trachea ลงไปเรื่อยๆ จนถึงถุงลม (รูปที่ 4)

รูปที่ 5 เป็นรูปถุงลมในปอด (Alveoli) จะเห็นได้ว่าที่ผนังของถุงลมมีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงอย่างมากมาย เลือดดำจากหัวใจเข้ามาถึงถุงลมได้รับออกซิเจนกลายเป็นเลือดแดง ก่อนออกไปจากปอด

กลไกการการป้องกันหลอดลม

เราหายใจเอาอากาศเข้าออกไปสู่ปอดวันละมากๆ (วันละ 8000-12,000 ลิตร แล้วแต่ปริมาณการทำงานและการออกกำลัง) ในอากาศมีของเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ เมื่อหายใจเข้าไป อาจเป็นในรูปฝุ่นละออง ก๊าซเคมี และเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อไวรัสต่างๆ ร่างกายจึงมีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปเพื่อลดอันตรายของหลอดลมลง ผงฝุ่นละอองขนาดโตเมื่อหายใจเข้าไป (โตเกินกว่า 10 ไมครอน) ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในส่วนโพรงจมูกและหลอดลมส่วนบน คงมีฝุ่นที่มีขนาดเล็กเท่านั้นที่จะผ่านลงไปในหลอดลมส่วนล่างได้ ดังนั้น ผงฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีอันตรายกว่าผงฝุ่นละอองขนาดใหญ่

รูปที่ 6 รูปที่ 7

สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในหลอดลม จะถูกจับติดกับเมือกที่บุหลอดลมที่เรียกว่า Mucous Sheet หรือ Mucociliary Blanket เมื่อพวกสารเคมีที่มีอันตรายเข้าไปสัมผัสก็ถูกผสมทำให้เจือจางลงเกิดอันตรายน้อยลง ก๊าซก็เช่นเดียวกัน เชื้อต่างๆ ที่หายใจเข้าไปจะถูกทำลายโดยภูมิต้านทานต่อเชื้อนั้น (ถ้ามีอยู่ใน Gel) และผลจะถูกขับถ่ายออกมาเป็นรูปของเสมหะ รูปที่ 6 เป็นรูปหลอดลมที่เห็นในกล้องจุลทรรศน์ หลอดลม (ปลายลูกศรสีน้ำเงิน) จะถูกล้อมรอบโดยถุงลมซึ่งมีผนังบาง (ปลายลูกศรสีแดง) รูปที่ 7 เป็นรูปผนังของหลอดลมที่เห็นในกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นว่าเยื่อบุหลอดลม (Epithelium) บุด้วยเซลล์ที่มีขนตรงลูกศรสีน้ำเงินชี้ ชั้นในของผนังมีกลุ่มเซลล์ซึ่งหลั่งสารที่เป็นเมือก (Gel) หรือ Mucous Gland และกลุ่มเซลล์ที่หลั่งสารเป็นน้ำ (Sol) ออกมาได้เมื่อถูกกระตุ้นหรือ Serous Gland

รูปที่ 8 รูปที่ 9

รูปที่ 8 เป็นรูปวาดของเยื่อบุหลอดลม จะเห็นว่าชั้นนอกบุด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์ชนิดหนึ่งเป็นเซลล์ที่มีขน (Ciliated Cell) และเซลล์อีกชนิดหนึ่งซึ่งหลั่งสารเมือกออกมาเมื่อถูกกระตุ้น (Mucous Cell) ส่วนเซลล์บุชั้นถัดมา คือ Basal Cell ซึ่งหน้าที่ป้องกันผนังหลอดลมส่วนที่อยู่ลึกลงไป รูปที่ 9 เป็นรูปวาดแสดงเหนือปลายขนจะมีเมือกคลุมผิวของหลอดลมไว้ที่เรียกว่า Mucous Sheet หรือ Mucociliary Blanket ขนจะโบกพัดเพื่อพาเมือกออกไปสู่ลำคอให้เรากลืนลงไปในกระเพาะหรือไอออกมา

รูปที่ 10 เป็นรูปวาดแสดงถึง Mucous Sheet หรือ Mucociliary Blanket ที่คลุมผิวหลอดลมอยู่บางๆ ซึ่งหนาในราว 2-10 micro gmm เท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยสารเหลวที่แบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นบน Gel และชั้นล่าง Sol ส่วนประกอบของ Gel เป็น Mucin ซึ่งเหนียวกว่ามีส่วนประกอบเป็นน้ำน้อยกว่าและมีสารคาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมันรวมอยู่ด้วย ส่วน Sol นั้นมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำไม่เหนียวอย่าง Gel ทำหน้าที่เหมือนตัวหล่อลื่น Mucociliary Blanket นี้จะถูกขนของเซลล์เยื่อบุหลอดลมพัดพาออกไปสู่ลำคอส่วนต้น แล้วกลืนลงกระเพาะไปหรือไออกมา ปกติการหลั่งสารเมือกนี้มีปริมาณน้อยมาก ราวๆ วันละ 10-100 ลบ.ซม. ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกว่ามีเสมหะเพราะมันมักถูกกลืนลงไปกับน้ำลาย

กลไกของการไอ

รูปที่ 11 รูปที่ 12

การหายใจเข้าของเรา เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อช่วยการหายใจเข้า (Inspiratory Muscle) กระบังลมมีการลดตัวลงและมีการขยายตัวออกของทรวงอก ทำให้ความดันอากาศในถุงลมของปอดลดลงต่ำกว่าความดันของอากาศภายนอก อากาศก็จะไหลเข้าสู่ปอด (รูปที่ 11) ตรงกันข้ามขณะหายใจออกกระบังลมจะเคลื่อนสูงขึ้นและทรวงอกจะแฟบลง เป็นการบีบไล่ลมให้ออกจากปอด (รูปที่ 12)

รูปที่ 13 รูปที่ 14

ขณะเราหายใจเรานำเอาสารมลภาวะที่เป็นพิษซึ่งลอยปนอยู่ในอากาศที่หายใจเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ถ้าเป็นฝุ่นละอองธรรมดาที่มีขนาดโตกว่า 10 ไมครอน ส่วนใหญ่ก็จะติดอยู่ในโพรงจมูกหรือหลอดลมส่วนบนโดยจะติดอยู่บน Mucociliary Blanket แล้วถูกขนของเซลล์เยื่อบุหลอดลมพัดพาออกไปสู่ลำคอส่วนต้นแล้วกลืนลงไปหรือไอออกไป ในกรณีที่สารนั้นมีพิษ เช่น สารเคมี หรือเชื้อต่างๆ ก็จะกระตุ้นหลอดลมให้เกิดมีการอักเสบขึ้น และกระตุ้นให้เซลล์บุหลอดลมหลั่งเมือกและน้ำออกมามากขึ้นซึ่งก็คือ เสมหะ เมื่อเสมหะมีมากพอจะกระตุ้นตัวรับสัมผัส (Receptor) ให้เรารู้สึกและไอออกมา เป็นการขับถ่ายของที่เป็นพิษออกไป การไอแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยจะเริ่มด้วยการหายใจเข้า (Inspiratory Phase) ผู้ป่วยหายใจเข้าลึกมาก ปริมาตรการหายใจเข้าเพิ่มขึ้น ลมในปอดเหลืออยู่น้อยกว่าระดับเมื่อสิ้นสุดของการหายใจออกธรรมดา (Functional Residual Volume ) มาก แล้ว Glottis หรือ Vocal Cord (รูปที่ 13 และรูปที่ 14) จะปิดไม่ให้อากาศไหลออกในขณะแรกเริ่มของการไอ พร้อมๆ กับมีการหดตัวของกล้ามเนื้อช่วยการหายใจออก กระบังลม และกล้ามเนื้อหน้าท้อง ปอดจะถูกบีบให้เล็กลง หลอดลมเองก็ถูกบีบให้แคบลงอาจเหลือขนาดราวๆ  50% ของขนาดปกติ ทำให้มีแรงดันของอากาศภายในปอดสูงมากอาจสูงถึง 300 ซม.น้ำก็ได้ (Compressive Phase) เมื่อ Vocal Cord เปิดผลของแรงดันอากาศในปอดที่สูงจะดันลมให้ไหลออกมาด้วยความเร็วสูง (Expulsive Phase) เสมหะที่แผ่เคลือบผิวของหลอดลมจะถูกดันมารวมเป็นก้อน (รูปที่ 15) แล้วไอออกมาหรือที่เรียกว่า ขากเสมหะออกมา การไอบางคราวจะไอแรงมาก กระแสลมที่ไหลออกมาเร็วมากอาจถึง 0.6 เท่าของความเร็วของเสียง ปริมาตรลมที่ออกมาอาจมากถึง 15 ลิตร/วินาที ความแรงของลมจะตีให้เสมหะแตกออกเป็นก้อนฝอยเล็กๆ ลอยกระจายออกทั่วไป (รูปที่ 16) ตัวรับสัมผัสทำให้เกิดการไอเมื่อถูกกระตุ้น (Cough Receptor) นั้นมีอยู่ทั่วไปในระบบทางเดินหายใจ เมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้เราไอ (รูปที่ 17) นอกนั้นยังมีอยู่ที่อื่น เช่น ที่หู ที่หัวใจ และกระเพาะ เป็นต้น

รูปที่ 15 รูปที่ 16


รูปที่ 17

สาเหตุของการไอ

การไออาจแบ่งตามระยะเวลาที่เป็น

  • ถ้าไอไม่ถึง 1 สัปดาห์เรียกว่า การไออย่างปัจจุบัน
  • ถ้าไอติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์เรียกว่า ไอเรื้อรัง

นอกนั้นการไออาจแบ่งได้เป็น ไอแห้งๆ คือ

  • ไม่มีเสมหะ
  • ไอมีเสมหะออกมา
  • ไอเป็นเลือด ซึ่งต้องดูว่า เป็นเลือดอย่างเดียวไม่มีเสมหะปน หรือมีเสมหะปนอยู่ด้วย

สาเหตุของการไอมีอยู่มากมาย โรคของระบบทางเดินหายใจและปอดแทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งนั้น นอกนั้นก็มีโรคหัวใจ ยาหลายอย่างทำให้เกิดการไอได้

สาเหตุของการไออย่างปัจจุบัน

การไออย่างปัจจุบันพบบ่อยมักเป็นจากการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หลอดลมอักเสบ และส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ในเด็กมักเป็นจากการอักเสบในลำคอ หรือต่อมทอลซิลอักเสบ ในคนสูงอายุโดยเฉพาะมีโรคทางสมองมักเป็นหลอดลมอักเสบ เนื่องจากการสำลักอาหารหรือน้ำลาย โรคอื่นๆ ที่พบได้ เช่น โรคปอดบวม หายใจเอาสารเคมีลงไปในหลอดลม โดยที่โรคที่ทำให้เกิดอาการไออย่างปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อผู้ป่วยจึงมักมีไข้ร่วมด้วย ถ้าเป็นการติดเชื้อจากพวกไวรัสส่วนมากจะเป็นไอแห้งๆ ไม่ใคร่มีเสมหะ อาจมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของอาการไข้หวัดร่วมด้วย ถ้าเป็นเชื้อโรคมักจะมีเสมหะโดยเฉพาะมีปอดบวม โดยที่หลอดลมก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ คือ มีเลือดไปเลี้ยง เมื่อหลอดลมมีการอักเสบและผู้ป่วยมีการไอแรงๆ ผลก็อาจทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงหลอดลมแตกมีเลือดปนออกมาได้ โรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการไอเป็นเลือด เช่น โรคปอดบวมจากเชื้อต่างๆ มะเร็งในปอดอาจเป็นอาการนำของโรคก็ได้โดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการอื่นเลยก็ได้ ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้มวายอย่างเฉียบพลัน มีเลือดคั่งในปอด (Acute Pulmonary Edema) ผู้ป่วยพวกนี้จะมีอาการเหนื่อยหอบ ไอมักมีเสมหะเป็นฟองปนกับเลือด โรคอีกโรคที่พบไม่บ่อยแต่มีอัตราตายสูง คือ โรคที่มีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดพัลโมนารี่ย์ (Pulmonary Embolism)

สาเหตุของการไอเรื้อรัง

ถ้าไม่นับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ซึ่งมักจะมีอาการไอเรื้อรัง เนื่องจากมีหลอดลมอักเสบเรื้อรังแล้ว ผู้ป่วยที่มีอาการไอที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการไอเรื้อรังหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีอาการไอเรื้อรังได้ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับพักผ่อนอย่างเพียงพอและยังพูดมากอยู่ในระยะแรก ทำให้มีอาการหลอดลมอักเสบตามมา นอกนั้นแล้วเรายังพบว่า หลังการติดเชื้อไวรัสอาจทำให้หลอดลมมีความไวต่อการถูกกระตุ้น (Bronchial Hyperresponsiveness หรือ BHR) แล้วจะมีการไอเกิดขึ้น ซึ่งอาจกินเวลายาวนานถึง 3-4 สัปดาห์ก็ได้ โรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการไอบ่อยอื่นๆ ได้แก่ การอักเสบเรื้อรังในปอด เช่น วัณโรค หลอดลมอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง (Bronchiectasis) ฝีในปอด และมะเร็งในปอด เป็นต้น แต่ผู้ป่วยพวกนี้เอ็กซ์เรย์ปอดจะผิดปกติ

สำหรับโรคที่ทำให้เกิดการไอเรื้อรังและมีเอกซ์เรย์ปอดปกติได้แก่

โรคหอบหืด (Bronchial Asthma) ผู้ป่วยโรคหอบหืดโดยทั่วไปจะมีอาการไอ เหนื่อยง่ายและหายใจมีเสียงหืด แต่ก็มีผู้ป่วยอีกจำนวนมากมีโรคหอบหืดชนิดที่ไม่รุนแรง บางรายไม่เคยมีหืดจับหรือเหนื่อยง่ายเลย มีแต่อาการไอเรื้อรังเท่านั้น แต่ถ้าตรวจสมรรถภาพปอดจะพบว่าหลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้า (Bronchial Hyperresponsiveness หรือ BHR) นอกนั้นผู้ป่วยพวกนี้ที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การตรวจเสมหะจะพบ เซลล์ Eosinophils แทนที่จะเป็น Neutrophils เหมือนหลอดลมอักเสบทั่วไป Eosinophilic Bronchitis นี้ถือเป็น Cough-Variant Asthma คือ เป็นโรคหอบหืดที่มีหลอดลมตีบแบบไม่รุนแรงจึงไม่มีอาการหอบหืด

ผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคแพ้อากาศและมีจมูกอักเสบเรื้อรัง (Allergic Rhinitis) ผู้ป่วยพวกนี้จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และมีน้ำไหลลงในคอเวลานอน (Postnasal Drip) ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจมีไซนัสอักเสบ (Paranasal Sinusitis) ร่วมด้วย โดยที่สาเหตุของโรคเป็นภูมิแพ้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงพบโรคนี้ร่วมกับโรคหอบหืดในผู้ป่วยคนเดียวกันได้บ่อย

ผู้ป่วยที่มีกรดในกระเพาะและกรดไหลย้อนกลับเข้ามาในหลอดอาหารที่เรียกว่า Gastro-Esophageal Reflux Disease หรือ GERD ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีไอเรื้อรังได้ โดยที่กรดส่วนใหญ่ออกมาทำให้มีการอักเสบในหลอดอาหารส่วนล่างไม่ขึ้นไปถึงลำคอ ผู้ป่วยจึงอาจไม่มีอาการของกรดมากในท้อง เช่น แสบหน้าอกหรือยอดอก อาการเรอ และท้องอืดเป็นต้น การวินิจฉัยทำได้ยากเพราะประมาณ 50% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ผลการส่องกล้องตรวจกระเพาะ (Gastroscopy) พบว่าผลจะปกติ แม้การตรวจหา pH Test ก็ผิดปกติแค่ 35% ของผู้ป่วยเท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดประมาณ 40% มีอาการทางเดินอาหารและกระเพาะอักเสบร่วมด้วย ผู้ป่วยพวกนี้รับสนองดีต่อยาลดกรดพวก Proton-Pump Inhibitor (PPI) เช่น ยาพวก Omeprazole 40 mg เช้า-เย็น

ผู้ป่วยที่ทานยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคความดันสูงและโรคหัวใจ เช่น ยาพวก ACE Inhibitor อาจทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้มีอาการไอเรื้อรังได้ พบได้ราว 2-14% ของผู้ใช้ อาการเกิดในราว 3-4สัปดาห์หลังใช้ยา อาการไอมักเป็นแบบไอไม่มีเสมหะ เป็นมากในตอนกลางคืนและเวลานอนราบ อาการจะหายไปเมื่อหยุดยา ยาพวก Beta-Adrenergic Blocking Agent อาจทำให้เกิดการไอในผู้ป่วยที่มีหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคหอบหืด โดยช่วยทำให้หลอดลมตีบลง ผู้ป่วยที่ใช้เสียงมากๆ และไม่มีเวลาพักโดยเฉพาะถ้าต้องตระโกนมาก เช่น พวกพ่อค้าแม่ค้าแถวสำเพ็งและโบ๊เบ๊ ผู้ป่วยพวกนี้พอหยุดพักไม่ต้องพูด 2-3 วัน อาการจะดีขึ้น

มีคนเป็นจำนวนมากที่ชอบไอหรือกระแอมโดยที่ไม่มีโรคอะไร (Psychogenic หรือ Habitual Cough) การวินิจฉัยโรคทำโดยการตรวจแล้วไม่พบว่ามีสาเหตุของการไออื่น เป็นการสันนิฐานว่าน่าจะเป็นจากจิตใจ

ผลเสียของการไอ

การไอมีผลต่อสุขภาพมากมาย

  • ทางปอด : อาจมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ มีการอักเสบของหลอดลมมากขึ้น บวมมากขึ้น มีการฉีกขาดเกิดขึ้นต่อปอดเป็นผลจาก Barotrauma อาจทำให้เกิดปอดแตกและมีลมรั่วเข้าไปในช่องเยื่อบุหุ้มปอด (Pneumothorax)
  • ทางสมอง : มีอาการหมดสติ (Cough Syncope)
  • ทรวงอก : เจ็บกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกซี่โครงหัก
  • การแทรกซ้อนอื่นๆ : ปัสสาวะราด (Urine Incontinence) ไส้เลื่อนไหลออกมา ปวดหลัง ไอมากตอนกลางคืนจะกระทบกระเทือนต่อการพักผ่อน

การวินิจฉัยโรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางรังสีทรวงอกหรือไซนัสก็พอจะบอกได้ว่า อาการไอเกิดจากอะไร มีผู้ป่วยบางรายที่ต้องการการตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีผลเอกซ์เรย์ปกติ แพทย์สามารถจะให้การวินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้ถูกต้องถึง 90% โดยที่สาเหตุของการไอ แม้ว่าส่วนใหญ่เกิดจากโรคของปอดและทางเดินหายใจก็ตาม แต่ก็อาจเกิดได้จากหลายระบบ เช่น หัวใจ ทางเดินอาหารเป็นต้น นอกจากนั้นแล้วประมาณ 20-60% ของผู้ป่วยอาการไอมิได้เกิดจากสาเหตุเดียว ดังนั้น เพื่อจะให้ได้ผลดีต่อผู้ป่วย แพทย์ผู้ตรวจนอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคแล้ว แพทย์ควรรู้เรื่องอายุรกรรมทั่วไปอย่างดีด้วย (Specialist of Internal Medicine หรือ General Practitioner ที่ดี)

การรักษาอาการด้วยตนเอง

ผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือดควรไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ถูกต้อง เพราะถ้าทิ้งไว้ช้าไปอาจสายเกินแก้ โรคอาจรักษาไม่หายขาดหรืออาจมีการทำลายปอดและหลอดลมจนทำงานได้ไม่เพียงพอ

ผู้ป่วยที่มีอาการไออย่างปัจจุบันโดยไม่มีอาการอื่น เช่น ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงสมอง อาจลองรักษาตัวเองที่บ้านก่อนได้ โดยที่อาการไอปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากไข้หวัด หรือโรคกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ การพักจริงๆ ในระยะแรก

ยาอื่นเป็นยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ อาจใช้ยาพวก พาราเซทตามอล (Paracetamol) ยาพวกแอสไพรินถ้าจะใช้ในเด็กต้องระวังควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ยาแก้ไอ ถ้ามีอาการไอแห้งๆ แบบไม่มีเสมหะ แต่ดีที่สุดคือ การไม่พูด ยาแก้ไอจะเป็นยาพวกน้ำเชื่อมผสมกับยา Dextromethorphan หรือผสมยา Codeine ในกรณีที่ไอมีเสมหะ การให้ดื่มน้ำมากๆ หรือเพิ่มความชื้นในอากาศที่หายใจเข้าไป จะช่วยทำให้เสมหะคลายความเหนียวลง ยาละลายเสมหะที่ใช้กัน เช่น ยาพวก Ambroxol HCl, Glyceryl Gualacolate, Bromhexene HCl, Ammon HCl และ Acetylcysteine ในผู้ป่วยพวกนี้ต้องระวังการให้ยาแก้ไอโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไอไม่ออก เพราะอาจทำไห้เสมหะยิ่งคั่งและอุดหลอดลม ทำให้หายใจไม่ออกถึงตายได้ ผู้ป่วยที่ไอไม่ออกอาจเป็นผลจากกล้ามเนื้อช่วยการหายใจไม่มีแรง อาจเป็นผลจากกล้ามเนื้อเอง เช่น ผู้ป่วยโรคอัมพาต หรือจากการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เนื่องจากต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยที่มีหลอดลมตีบ หรือเสมหะเหนียวมาก

ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic) นั้นถ้าเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากพวกไวรัส ยานี้ไม่ช่วยอะไร แต่ถ้าเกิดจากเชื้อโรคหรือมีชื้อโรคแทรกจึงควรต้องให้ยาแก้อาการคัดจมูก เช่น ยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือยาแก้คัดจมูก (Decongestant) นั้นนิยมให้ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดและมีอาการคัดจมูก ในปัจจุบันยาแก้ไข้หวัด (Cold Tablet) มักเป็นยาผสมซึ่งมียาลดไข้ ยาแก้แพ้ และยาแก้คัดจมูกรวมไว้ในเม็ดเดียวกัน

ศูนย์โรคปอดกรุงเทพ

< < < < w



มีทั้งหมด 17 รูป ดูรูปทั้งหมดแบบเต็มๆ


ข้อมูลที่ถูกโพส บนหน้าเว็บ http://www.fwdder.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นข้อมูลใดๆ ที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการ เก็บข้อมูลและจัดส่งข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทันที ขอขอบพระคุณ
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
by: comcom สุดยอดสมาชิกอันดับ 3
0 ความเห็น / 33669 คนอ่าน
ส่งต่อ : วันที่ 18 ธ.ค 2551 เวลา 18:33:06

X

เหตุผล:

comcom