ประสบการณ์ท้าทายเส้นแบ่งคุณธรรมในชีวิตนี้

โพสต์ รูปและวีดีโอ
fwdder ข่าว / กีฬา / การเมือง ประสบการณ์ท้าทายเส้นแบ่งคุณธรรมในชีวิตนี้

           วันนี้ผมขอเขียนถึงข้อคิดที่ท้าทายหมิ่นเหม่ต่อคุณธรรมน้ำมิตรที่ผมประสบกับตนเอง ใช่ว่าผมจะไม่มีที่ติ ถ้าใช้ภาษาบู้ลิ้ม ก็ต้องบอกว่ามาถึงวัยนี้แล้ว สองมือ ฤาจะไม่เคยเปื้อนโสมม แต่ยังไง ผมก็อยากให้ข้อคิด ลองอ่านดูนะครับ


           เรื่องที่ทุกคนเคยเจอก็คือเรื่องเงินทอง ผมก็ถูกยืมไปคนละนับหมื่นนับแสน หลายรายยืมไปหลายหมื่น ผ่านไปนับสิบๆ ปี ก็ยังไม่คืน ผมก็ไม่ทวง บางคนก็คงจะคืนในชาติหน้า {1} เพราะชาตินี้ด่วนตายไปเสียแล้วก็มี ภริยาผมเคยหน่ายเพื่อนรักของผมหลายคน แต่ผมก็พอเข้าใจครับ ถ้าเขามี เขาก็คงคืน การที่เรามีเงินให้คนยืม แล้วไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก ก็ยังดีกว่าเราต้องไปยืมคนอื่นเป็นอักโข


           ในที่ทำงานแรกของผม ผมรับตำแหน่งเลขานุการโครงการ โดยงานหนึ่งที่ต้องทำคือการบัญชีด้วย แม้ผมไม่มีความรู้เลย ก็ทำได้ดีมาโดยตลอด แต่มีอยู่เดือนหนึ่งมีเงินหายไป 7,000 บาท ถูกตั้งกรรมการสอบสวน แต่ก็รอดมาได้เพราะเขาเชื่อว่าผม 'บกพร่องโดยสุจริต' คือไม่ได้โกงแต่ลงบัญชีไม่ครบ พอเวลาผ่านไป หน่วยงานแห่งนี้จัดงานฉลองที่ตั้งมาได้ 25 ปี ผมก็ไปร่วมงานฉลองกับเขาด้วย วันนั้นผมบริจาคเงินไปสามหมื่นเศษๆ โดยคิดจากฐานว่าผมคืนเงิน 7,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยปีละ 6% นั่นเอง ตอนนั้นผมก็เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แม้ไม่รวย ก็ยินดีบริจาคครับ


           ผมจำได้ว่าตอนไปทำงานที่แรกๆ เขาก็มีการจับกลุ่ม เล่นพรรคเล่นพวกกันพอสมควร ผมเลยลาไปเรียนต่อดีกว่า หลายคนคงเคยเจอเรื่องรุ่นพี่ต้องตะเบ๊ะรุ่นน้องที่ยศสูงกว่า ผมก็เจอคล้ายกันครับ แต่ไม่ขมขื่นเท่า ผมมีรุ่นน้องสาวสวยห่างกัน 2 ปี ตอนเธออยู่ปี 1 ผมอยู่ปี 3 ตอนนั้นผมกำลังเฟื่องเป็นประธานคณะ แต่พอจับพลัดจับผลูไปทำงานที่เดียวกัน ตำแหน่งเท่ากัน แรกๆ เธอก็ยังเรียกชื่อเล่นของผมว่า 'พี่โต้ง' เช่นเคย อยู่ๆ ไปสักพัก ก็เหลือแค่ 'โต้ง' นัยว่าเธอคงกลัวว่าขืนยังให้เกียรติผมในฐานะที่ตำแหน่งเท่ากัน เธอจะได้รับการส่งเสริมทีหลังผมหรืออย่างไร


           ตอนผมเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน ก็มีเพื่อนที่ตั้งบริษัทคล้ายกันอีกแห่งหนึ่ง รับงานลูกค้ามาแต่สร้างแบบจำลองทางสถิติไม่เป็น เลยจ้างผมให้ช่วยทำ ผมก็ยินดี รับงานเขามาสมมติเป็นเงิน 100 บาท แต่เขาให้ล่วงหน้ามา 50 บาทก่อน พองานเสร็จเป็นที่พอใจของผู้ว่าจ้าง เขาก็ยังไม่จ่ายเงิน สุดท้ายก็เบี้ยวเพราะงานส่วนที่เขาทำไม่เป็นที่พอใจของลูกค้า เขารับงานมูลค่า 300 ได้ล่วงหน้ามาแล้ว 150 จ่ายส่วนของผมให้ครบ 100 เขาก็ไม่ขาดทุน แต่เขาก็ไม่ทำ เรื่องนี้ก็ได้แต่ผ่านเลยไป


           ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสพบคุณประภา วิริยะประไพกิจ เป็นการเจอกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพราะปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว ผมรู้สึกได้ว่า ท่านน่าจะเป็นนายจ้างที่ดีที่ผมใฝ่หามานาน เสียดาย ผมเพิ่งตั้งบริษัท ก็เลยไม่ถอยหลัง ผมตั้งบริษัทรับประเมินค่าทรัพย์สิน และเป็นศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่สุดในไทย {2} ก็มีบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติหลายราย มา 'จีบ' ให้เป็นบริษัทในเครือของเขา แต่ผมก็ไม่เอา เพราะการเป็นผู้ประเมินและนักวิจัย ควรเป็นกลางโดยเคร่งครัด ก็เลยปวารณาตัวไม่ทำอาชีพนายหน้า {3} และไม่ทำอาชีพพัฒนาที่ดิน {4} ผมแปลงข้อจำกัดเป็นจุดขาย
           ในการติดต่อกับองค์กรอสังหาริมทรัพย์นานาชาติบางแห่ง ผมเคยจัดอบรมหลักสูตรขององค์กรนี้ร่วมกับหน่วยงานไทยแห่งหนึ่ง โดยผมช่วยด้วยการสัญญากับหน่วยงานไทยนั้นว่าไม่ต้องรับผิดชอบการขาดทุน และก็ขาดทุนจริง แต่ไม่มาก พอจัดครั้งต่อไปองค์กรนานาชาตินั้นก็จัดร่วมกับหน่วยงานดังกล่าวอีก คราวนี้ได้กำไรมากมายเพราะได้คนเข้าร่วมมาก แต่ผมก็ไม่เคยขอให้ช่วยชดเชยผมบ้าง ตอนหลังหน่วยงานทั้งสองมีปัญหากัน องค์กรนานาชาตินั้นจะให้ผมจัดร่วมกับเขาโดยตัดหน่วยงานไทยนั้น แต่ผมก็ไม่เอาเพราะไม่ต้องการไปช่วงชิงอะไรใคร ถ้าผมรับป่านนี้คงได้ลาภสักการะจากองค์กรนานาชาตินั้นที่อยากได้ 'ลูกสมุน' ในไทยพอดี


           ผมยังเจอพวก 'คนดี' ที่ชอบส่งคำพระหรือพุทธสุภาษิต เทิดทูนฯ แบบเอาหน้า แต่กลับเป็นคนทรยศคนอื่น 'ยิงลูกโดด' เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น 'คนดี' เหล่านี้พร้อมเสมอที่จะ 'ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน' หรือกระทั่งหักหลังสถาบันของตนเอง จากประสบการณ์ที่ผมพบเห็น คนพวกนี้ไม่ได้ดีสักคนในบั้นปลาย นอกจากนั้น พวกอาจารย์ประเภท 'Mr.Yes' ปากหวานก้นเปรี้ยว วันๆ ขโมยเวลาทำงานไปรับงานส่วนตัว ไปรับใช้การเมือง ก็พบเห็นอยู่มากโข พวกนี้น่าอาย มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าโสเภณีที่ใช้อวัยวะส่วนตัวมาขายบริการทางเพศ แต่พวกนี้กลับขโมย ปล้นชิงทรัพยากรส่วนรวมไปเพื่อไต่เต้า


           ผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจใหญ่โตอะไร เพียงแต่ 'แหงนหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน' ลูกค้าผู้มีคุณของผมท่านหนึ่งเคยสอนผมว่า 'คบคน เสียเปรียบไว้หน่อยก็ดี' เพราะคนได้เปรียบเรา เขาจะเกรงใจ ว่าเรากล้าให้เขาเอาเปรียบ ผมจึงเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างเผื่อเป็นข้อคิดครับ ประสบการณ์ของผมสอนให้รู้ว่า ถ้าเราไม่ไปฉวยเอาของที่ไม่ควรได้ของใคร เราก็จะมีทางออก ไม่เข้าตาจนครับผม


           โดยสรุปแล้ว คนเราต้องมีศักดิ์ศรี หมั่นทำความดีจริงๆ เราจึงจะเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ไม่ใช่เป็นดาวเคราะห์ที่พึ่งแสงสว่างของคนอื่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แสดงธรรมที่ลึกซึ้ง เช่น ท่านถามว่าพากันลำบากลำบน มากันทำไม? คณะญาติโยม ก็ตอบว่าต้องการมากราบบารมีของหลวงปู่ ท่านจึงตอบว่า "บารมี ต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก ก็ต้องหมั่น บำรุงรักษาเอา ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น ต้องไปปลูก ไปบำรุงต้นมะม่วง ของตนเอง การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้างต้องทำเอาเอง" {5}


หมายเหตุ


           {1} อันนี้ผมพูดไปตามคำชาวบ้านครับ ผมไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า แต่ศรัทธาในพระพุทธและลัทธิมาร์กซ ขอเพียงทำตัวในชาตินี้ให้ดีที่สุดครับผม


           {2} ปี 2534 ผมตั้งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th)


           {3} อย่างไรก็ตาม ผมเคยเป็นนายหน้า 1 ครั้ง สมัยประเมินค่าที่ดินให้อีซูซุซึ่งซื้อที่หลายๆ ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณประหยัด บุญสูง ท่านเมตตา จึงเจรจากับเจ้าของที่ดินให้แบ่งค่านายหน้าให้ผมบ้าง ผมเลยมีเงินซื้อรถอีซูซุสเตชันวากอน พายาย แม่ ป้า และครอบครัวไปไหว้เจ้า และเป็นรถทำมาหากินไปทั่วประเทศ วิ่งถึงสามแสนกว่ากิโลก่อนขายต่อ


           {4} ผมเคยจัดสรรที่ดินครั้งหนึ่งจากที่ดินที่ตั้งใจซื้อมาสร้างบริษัทและโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.trebs.ac.th) แต่พอได้อาคารปัจจุบัน ไม่ต้องสร้างใหม่ ก็เลยต้องจัดสรรขายเพราะหาคนซื้อยกแปลงคงยาก และขณะนี้ก็กำลังสร้างสำนักงานเยื้องที่สำนักงานปัจจุบัน ก็แบ่งขายไปเพื่อจะได้ประหยัดต้นทุน


           {5} หลวงปู่แหวน บารมีต้องสร้างเอง http://palungjit.org/threads/บารมีต้องสร้างเอง-หลวงปู่แหวน.411505/


ที่มา: http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1906.htm


 

Credit by : www.area.co.th

แสดงความคิดเห็นบน facebook
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
Back to Top