อาบ อบ นวด ส่วนหนึ่งของ สังคมไทย???????
อาบ อบ นวด
 



              สังคมไทยปล่อยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายมานานหลายสิบปี โดยอนุญาตให้เปิดสถานบริการใกล้วัด ใกล้สถานศึกษา ใกล้ศูนย์เยาวชน ใกล้บ้านเรือนผู้คน
             


กรณีการอนุญาตให้เปิดสถาน "อาบ อบ นวด" ขึ้นตรงข้ามโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ย่านถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ได้ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างรุนแรงและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ กระทั่งนายกรัฐมนตรี ต้องออกมากล่าวเป็นนัยสำคัญทำนองที่ว่า "ต้องดูแลศีลธรรมประชาชนด้วย โดยเฉพาะส่วนที่กระทบต่อเด็กและเยาวชน อย่าได้ตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัยและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องรีบทบทวน"

เท่านั้นเองการมีคำสั่งเรียกประชุมใหญ่นายตำรวจระดับนายพลทั้งหลาย ก็เริ่มขึ้นภายใต้โจทย์ข้อใหญ่ ที่เป็นความเห็นสองฝ่ายก็คือ ฝ่ายเห็นด้วยให้เหตุผลว่าเปิดได้เพราะอยู่ในเขตโซนนิ่ง

ส่วนฝ่ายที่คัดค้านยึดเอากฎหมายสถานบริการ ที่กำหนดไว้ว่าสถานบริการนั้นห้ามตั้งใกล้วัด ใกล้สถานศึกษา ใกล้ศูนย์เยาวชน ฯลฯ เป็นเหตุผลข้อห้ามที่สำคัญ

ซึ่งผลสรุปสุดท้ายดังที่ได้ทราบกันแล้วก็คือ "ไม่อนุญาตให้เปิด"

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นอะไรในสังคมไทย คำตอบที่ชัดแจ้งก็คือ

หนึ่ง สังคมไทยปล่อยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายมานานหลายสิบปี โดยอนุญาตให้เปิดสถานบริการใกล้วัด ใกล้สถานศึกษา ใกล้ศูนย์เยาวชน ใกล้บ้านเรือนผู้คน ฯลฯ เรื่อยมา เข้าทำนอง "เงินเป็นใหญ่ ง้างอะไรก็ได้" ดังปัจจุบันที่สถานบริการมากมายได้ผุดรายล้อมสังคมและสร้างปัญหาอยู่มากมาย

ดังนั้นข้อเสนอที่น่าจะเป็นก็คือ "การออกใบอนุญาตให้แก่สถานบริการทั้งหลายนั้น น่าจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการร่วม จากหลายส่วนราชการและบุคคลภายนอก มากกว่าให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำรวจแต่ฝ่ายเดียว"

สอง เมื่อเกิดกรณีสถานอาบ อบ นวด แห่งนี้ขึ้นและนำไปสู่การพิจารณาอย่างตรงไปตรงมานั้น น่าคิดว่าสถานบริการที่เปิดอยู่ทั่วไปทั้งประเทศ ทั้งที่เปิดผิดกฎหมายโดยเปิดใกล้สถานที่ห้ามเปิด เปิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เปิดด้วยใบอนุญาตแบบหนึ่งแต่ไปให้บริการอีกลักษณะหนึ่ง หรือแอบเปิดให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการ ต่างๆ นานาเหล่านี้ยังมีอยู่มากมาย

ข้อเสนอเร่งด่วนก็คือบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีควรจะใช้โอกาสที่ดีนี้ ออกคำสั่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทบทวน และจัดการแก้ปัญหาให้แก่สังคมโดยเร็ว ซึ่งเบื้องต้นนั้นขอให้ใช้ข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการเก็บสำรวจสถานบริการ ที่เปิดอยู่รอบๆ โรงเรียนทุกแห่งไว้แล้ว ยกขึ้นมาเป็นส่วนแรกในการดำเนินการได้

หรือจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วประเทศส่งข้อมูลสถานบริการที่ตั้งในที่ไม่เหมาะสมมาให้ทบทวน ก็จะได้ข้อมูลที่เป็นจริงกว้างขวางขึ้น

สาม ขอให้ช่วยพิจารณาใช้มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่กำหนดว่า "เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรจะกำหนดเขตอันมีปริมณฑลจำกัดในท้องที่ใด (โซนนิ่ง) เพื่อการอนุญาตหรืองดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ก็ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา"

ประการนี้ข้อเสนอก็คือให้รัฐมนตรีช่วยประกาศให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาเข้าชื่อร้องขอ เพื่อให้ช่วยกำหนดเขตโซนนิ่งไม่ให้มีสถานบริการ (เขตปลอดสถานบริการ) ก็จะช่วยให้สังคมมีสภาพแวดล้อมที่ดีเพิ่มมากขึ้น และเป็นการจำกัดสถานบริการไปในตัว ไม่ใช่ให้เกิดขึ้นจนประชาชนต้องย้ายหนีเหมือนปัจจุบัน

ข้อสังเกตประกอบข้อเสนอแนะทั้งสามประการนี้ หวังว่าจะได้รับการขานรับเพราะผู้เขียนได้เรียกร้องมานานหลายปีแล้ว และเกือบสำเร็จในช่วงที่ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่หากสามารถดำเนินการขึ้นได้สำเร็จในช่วงนี้ ก็ยังไม่สายเกินไป ทั้งนี้ก็เพราะว่ารัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบาย และแถลงต่อรัฐสภาไว้แล้วเมื่อวันพุธที่ 23 มีนาคม 2548 ว่า

"...รัฐบาลจะจัดตั้งเขตปลอดอบายมุขรอบสถานศึกษา โดยผลักดันกฎหมายและมาตรการเพื่อให้อบายมุข ยาเสพติด และสิ่งยั่วยุทางเพศ อยู่ห่างไกลจากเยาวชน..."

รีบใช้โอกาสที่ดีนี้ดำเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ แล้วเสียงแซ่ซ้องจากประชาชนจะดังขึ้นมากกว่าการจัดการกับสถานอาบ อบ นวด เพียงแห่งเดียว

เพราะเข้าข่ายการเลือกปฏิบัตินะ จะบอกให้



แหล่งข้อมูล:
วัลลภ ตังคณานุรักษ์



มีทั้งหมดรูปเดียว


แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
  • roses
    อันดับ1 0 อันดับ2 0 อันดับ3 0
    roses  บอกว่า:

    Post at: วันที่ 2 ส.ค 2554 เวลา 11:51:08
    Notice: Trying to get property of non-object in /home/fwdder/templates/theme2014/viewtopic.php on line 279
    (แจ้งลบ)
ดูเพิ่มเติม
Back to Top