นาทีชีวิต "เอ๋-ไพโรจน์"ช็อคน็อกหมดสติที่เปรู

โพสต์ รูปและวีดีโอ
fwdder นาทีชีวิต "เอ๋-ไพโรจน์"ช็อคน็อกหมดสติที่เปรู
พระเอกรุ่นใหญ่ ''เอ๋'' ไพโรจน์ สังวริบุตร หวิดเอาชีวิตไปทิ้งที่ประเทศเปรู ระหว่างเดินทางไปถ่ายทำสารคดีที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเลถึง 4 พันเมตร แล้วเกิดน็อกหมดสติเพราะขาดอากาศหายใจ ''น้องเอ๋'' ภรรยาที่ไปด้วย เผยนาทีชีวิตสุดระทึก เจ้าหน้าที่โรงแรมต้องรีบให้ออกซิเจนปฐมพยาบาลยื้อชีวิตกันยกใหญ่

    พระเอกรุ่นใหญ่เดินทางไปถ่ายทำสารคดี และเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่ประเทศเปรู  ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 53 เมื่อ ''เอ๋'' ชญานิศวร์ พิริยศุภกาญจน์ ภรรยา ซึ่งเดินทางไปด้วยได้เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญกลับมายังเมืองไทยผ่านอีเม ลอย่างละเอียดยิบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 24 ธ.ค. 53 ตามเวลาประเทศไทย

     ทั้งนี้ ''เอ๋-ชญานิศวร์'' ภรรยาของ ''เอ๋-ไพโรจน์'' เปิดเผยว่า พระเอกรุ่นใหญ่ได้เดินทางไปประเทศเปรูเพื่อถ่ายทำสารคดี เพื่อตามหาต้นไม้หายากที่สุดในโลก ที่ป่าอเมซอน โดยมีตนร่วมเดินทางไปด้วย โดยใช้เวลาเดินทางอยู่บนเครื่องบินนานกว่า 30 ชั่วโมง เมื่อไปถึงสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้เครื่องไม่สามารถลงจอดได้ ต้องให้เครื่องบินวนบนฟ้าเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมงอีก

     วันที่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ ความเป็นความตายของพระเอกรุ่นใหญ่เท่ากัน ''เอ๋-ชญานิศวร์'' เปิดเผยว่า ตรงกับวันที่ 23 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับวันที่ 24 ธ.ค. ตามเวลาประเทศไทย โดยก่อนหน้านั้น คณะได้เดินทางไปถ่ายทำสารคดี บนเทือกเขาแอนดีส  ซึ่งมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4, 910 เมตร และมีอากาศหายใจน้อย แม้พระเอกรุ่นใหญ่จะมีสีหน้าแสดงให้เห็นถึงอาการไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ก็ยังฝืนสังขารเก็บภาพจนเสร็จ จนเมื่อเข้าพักที่โรงแรม และเตรียมเดินทางไปเก็บภาพสถานที่สำคัญต่างๆ ตามแผนที่วางไว้ ก็เกิดน็อกหมดสติ นอนผิดท่า กล้องวิดีโอร่วงลงไปกองกับพื้น สร้างความตกตะลึงให้กับตน และผู้ที่พบเห็นอย่างมาก ต่างพร้อมใจวิ่งเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลยื้อชีวิตเป็นการใหญ่ โชคดีที่ทางโรงแรมเตรียมถังออกซิเจนเอาไว้ช่วยให้หายใจได้ทันท่วงที

     ''ช่วงที่ผ่านมาพวกเราต้องเดินทางกันตลอด ต้องย้ายเมืองและเปลี่ยนโรงแรมกันทุกวันแทบไต่ระดับความสูงกันเรื่อยๆ

    จึงทำให้อากาศบางเบา ออกซิเจนน้อยมาก หายใจหายคอกันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ทำให้มีข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก วันก่อนพวกเราขับรถผ่านเทือกเขาแอนดีสในระดับที่สูงถึง 4,910 เมตร ระหว่างที่อยู่จุดที่สูงที่สุด พี่เอ๋เขาก็บอกให้คนขับรถจอด เพื่อที่เขาจะลงไปเก็บภาพเพื่อทำสารคดีแต่ทั้งคนขับรถและไกด์พื้นที่ก็เตือน ว่า มันอันตรายนะต้องระวัง ห้ามพูดห้ามเดินหรือวิ่งเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้ขาดออกซิเจนและน็อกได้ทันที แต่พี่เอ๋เขาก็ยังดื้อและบอกว่าไม่เป็นไร''

     ''ตอนแรกที่แกเดินลงไปและน้องเอ๋ก็เดินตาม พี่เอ๋เขาก็มีอาการอย่างเห็นได้ชัดคือหน้าพี่เขาแดงแบบเข้มผิดปกติ ไม่รู้จะเปรียบกับอะไรมันเหมือนเลือดขึ้นหน้าน่ะ มันบอกไม่ถูก น้องเอ๋ก็คอยลุ้นเดินตามแกทั้งที่ตัวเองก็รู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติเหมือน กัน ที่ผ่านมาพี่เอ๋เขาเคยผ่าตัดหัวใจมาแล้วนั่นหล่ะคือสิ่งที่น้องเอ๋กังวลที่ สุด เพราะขนาดเราเองยังรู้สึกแย่แล้วเขาล่ะจะขนาดไหน  พี่เอ๋แกดื้อทำอะไรที่ชอบฝืนสังขารตัวเองบ่อยๆแต่ปากแกก็จะบอกไหวๆ อยู่ตลอด  แต่สีหน้ามันบอกว่าไม่ไหวนะ แบบว่าฝืนไงแต่แกก็อึดจนเก็บภาพเสร็จนะ ขึ้นรถมานั่งนิ่งไม่พูดไม่จาเลยสักคำแต่ก็โล่งใจที่แกไม่เป็นอะไรตรงนั้น นะ''

     ''จากนั้นพวกเราทุกคนก็เข้าพักที่โรงแรมเพื่อพักผ่อนแต่ตอนกลาง คืนแกก็กระสับกระส่ายและตื่นขึ้นมาประมาณสามถึงสี่ครั้งบ่นว่าคอแห้งและอึด อัด ดื่มน้ำตลอดเวลา พอน้องเอ๋ถามว่าเป็นอะไรมากไหม แกก็บอกไม่เป็นไร  แต่คืนที่ผ่านมาหนาวมากนะพี่เพราะพวกเรานอนกันกลางหุบเขาและอยู่สูงเหนือ ระดับน้ำทะเลกว่าสี่พันเมตร คือเรียกว่าต้องเปิดฮีสเตอร์กันทั้งคืนเลย   โอเคผ่านพ้นไปอีกคืน พอรุ่งเช้าก็ตื่นมาปกติเตรียมตัวเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางต่อ พี่เอ๋แกก็อย่างเคยคือ เก็บภาพตรงโน้นตรงนี้ตามเรื่องน้องเอ๋ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะห้ามไม่ค่อยได้ อยู่แล้ว จำได้ว่าตอนนั้นน้องเอ๋อยู่ที่ล็อบบี้ ส่วนพี่เอ๋แกก็ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่แถวนั้นหล่ะ สักพักน้องเอ๋ก็เห็นแกเดินผ่านไปนั่งที่โซฟาก็ยังไม่คิดอะไรมาก พักเดียวหันไปอีกที  เห็นพี่เอ๋นอนในท่าที่ผิดปกติกล้องถ่ายวิดีโอตกอยู่ที่พื้น  น้องเอ๋ก็ตกใจ วิ่งเข้าไปดูแก ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกใจมาก รวมถึงตัวน้องเอ๋ด้วยที่ทำอะไรไม่ถูกเลย''   

     ''กระทั่งเจ้าหน้าที่มาดูเจ้าหน้าที่เขาก็รู้โดยอัตโนมัติว่าเป็น อาการของการขาดออกซิเจนจนหมดสติ เขาจึงวิ่งไปเอาถังออกซิเจนออกมาอย่างเร็ว พี่เอ๋น็อกจริงๆ ต้องให้ออกซิเจนกันเลยนะเนี่ย สักพักจึงได้สติฟื้นขึ้นมาแบบงงๆ ปากก็ยังบอกว่าไม่เป็นไรๆ  คุณเราเหรอก็ตกใจแทบแย่ นี่ดีนะที่โรงแรมเขามีออกซิเจนเตรียมไว้อยู่แล้วซึ่งจากการสอบถามเจ้า หน้าที่เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับที่นี่นะ เพราะคนที่มาส่วนใหญ่ที่เดินทางมาก็มักจะเป็นโรคแพ้ความสูงกันทั้งนั้น เขาบอกว่าทุกโรงแรมหรือแม้กระทั่งรถทุกคันที่พาคนมาที่นี่ต้องมีถังออกซิเจน เตรียมไว้ทั้งนั้น ก็แสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเขา ตอนนี้พวกเราก็ต้องดูแลพี่เอ๋มากขึ้นหลังจากที่ต้องนั่งรถมาอีกสี่ชั่วโมง ตอนนี้พวกเราเดินทางมาถึงปูโนแล้วค่ะ ซึ่งที่นี่เขาจะมีทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลกคือ ติติคาคามีแพลนกันว่าพรุ่งนี้จะไปเก็บภาพเพื่อทำสารคดีกันต่อ แต่ไม่อยากบอกเลยว่าตอนนี้พี่เอ๋ก็กำลังให้ออกซิเจนอยู่เลยนะ''



เครดิตจากสยามดารา


แสดงความคิดเห็นบน facebook
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
Back to Top