ม่อนทูเล ดอยงามแห่งชายแดนตะวันตก

โพสต์ รูปและวีดีโอ
fwdder ม่อนทูเล ดอยงามแห่งชายแดนตะวันตก
:



เป็นเวลากว่าขวบปีแล้ว ที่ผมห่างหายไปจากการเดินป่าค้างแรมในภูสูง อาจเป็นเพราะช่วงหลังเริ่มติดเที่ยวแบบสบายๆ รวมถึงเพื่อนร่วมเที่ยวเดินป่าเริ่มมีจำนวนลดน้อยถอยไปตามลำดับ จนกระท่ังลมหนาวแรกที่เริ่มโชยมาเมื่อปลายปีทำให้ผมตัดสินใจว่าหน้าหนาวนี้อย่างน้อยต้องขอออกท่องป่าให้ได้สักครั้งหนึ่ง และเนื่องจากจำนวนผู้ร่วมเดินทางมีกันเพียงสามคน ดังนั้นวิธีที่สะดวกที่สุดก็คือซื้อทัวร์เอาเพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการเตรียมตัว อีกทั้งสะดวกทั้งในเรื่องการเดินทางและอาหารการกินระหว่างการเดินป่าอีกด้วย



โดยการเดินทางครั้งนี้ผมเลือกเส้นทางสู่ "ม่อนทูเล" แห่งจังหวัดตาก ที่จะว่าไปยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนัก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ต้องเกิดเหตุการณ์แย่งกันกิน แย่งกันเดิน เพราะถึงแม้ช่วงระยะเวลาในการเดินทางครั้งนี้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวแต่คงมีไม่กี่กลุ่มที่เดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้


เย็นวันศุกร์ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจจากงานประจำ เป้ใบเขื่องถูกแบกขึ้นบ่าอีกครั้งพร้อมๆกับการเดินทางที่เริ่มขึ้น ผมเดินทางมาถึงจุดนัดพบที่สนามเป้า อันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน TKT บริษัททัวร์เดินป่าแบบเป็นกันเองที่ผมใช้บริการมาอย่างยาวนาน สมาชิกของการเดินทางครั้งนี้เริ่มทยอยกันมาถึง รถตู้สองคัน กับผู้โดยสารทั้ง 18 คนที่ประกอบด้วยลูกทัวร์ 14 กับสตาฟ 4 คน มุ่งหน้าสู่อำเภอท่าสองยางจังหวัดตาก ตลอดการเดินทางในคืนนี้ผมพยายามหลับเอาแรงให้ได้มากที่สุด เพราะการอดนอนเป็นสาเหตุสำคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้เรี่ยวแรงในการเดินถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด รถตู้ที่เราโดยสารกันมาดูใหม่เอี่ยม ที่นั่งกว้างขวาง ช่างผิดกับสภาพรถตู้สมัยก่อนที่ผมเริ่มเดินป่าแรกๆที่ยืดขาแทบไม่ได้ คืนนี้ผมหลับลงอย่างไม่ต้องใช้ยาแก้เมารถช่วย มารู้สึกตัวอีกทีก็เม่ือเราเข้าสู่ตัวอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ในเวลาเช้าที่ฟ้าเริ่มสางแล้ว


ตัวอำเภอท่าสองยาง ณ เวลาที่พวกเราเดินทางมาถึงถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอกขาวโพลน อากาศยามเช้าเช่นนี้ค่อนข้างเย็นแต่ก็ไม่ถึงกับหนาวมาก บริเวณตลาดเช้าขณะนี้ดูคึกคักด้วยผู้คนที่ต่างมาจับจ่ายซื้อของกัน เราแวะทานอาหารเช้าง่ายๆกันแถวตลาดก่อนจะเดินทางกันต่อโดยมีจุดหมายอยู่ที่จุดเริ่มเดินที่ทางสตาฟได้นัดแนะกับคนนำทางและลูกหาบเอาไว้เรียบร้อย


เป็นเวลาสายแล้วกว่าที่เราจะมาถึงจุดเริ่มเดินทาง ลูกหาบจำนวนนับสิบคนกำลังยืนรอพร้อมกับตระกร้าใส่ของที่เตรียมไว้แบกสัมภาระ สาเหตุหนึ่งที่ผมเลือกที่จะมากับ TKT คือนอกจากจะเป็นทัวร์ที่จัดเส้นทางเดินป่าแปลกๆแล้ว ยังเป็นทัวร์ที่เตรียมอาหารการกินอย่างเพียบพร้อม ดังนั้นจึงต้องใช้ลูกหาบถึง 10 คนเทียบกับลูกทัวร์ 14 คนซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก เพื่อนร่วมเดินทางส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินกันตัวเปล่าโดยปล่อยสัมภาระส่วนตัวให้เป็นหน้าที่ของลูกหาบ แต่ผมตัดสินใจที่จะแบกของส่วนตัวเอง ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นการประหยัดค่าลูกหาบ แต่นั่นอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดก็ได้


เพียงก้าวแรกที่ออกเดินก็รู้สึกถึงน้ำหนักเป้หลังที่กดทับ แสงแดดยามสายเริ่มแผดเผา อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว เส้นทางในช่วงแรกต้องผ่านทุ่งนาที่ส่วนใหญ่มีเพียงตอข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว หนทางข้างหน้าเริ่มไต่ระดับขึ้นสู่เนินเขา เนินแล้วเนินเล่า แต่ละก้าวย่างดูช่างยากเย็นขึ้นเป็นลำดับ สายตาที่เคยชมนกชมไม้เริ่มจดจ้องอยู่เพียงปลายเท้า มิกล้าแม้เพียงแหงนมองดูเส้นทางเบื้องหน้าที่คดเคี้ยวไต่ระดับขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


เราพักเที่ยงกันที่ลำธารเล็กๆที่พอมีน้ำสะอาดให้กรอกใส่ขวดติดตัว ผมทรุดลงนั่งกับพื้นเพื่อพักเหนื่อย ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อโทรมกาย เป้หลังถูกปลดกองไว้ข้างตัว เรี่ยวแรงขณะนี้แทบจะหมด แต่ก็ได้อาศัยข้าวเหนียวไก่ทอดที่ทางสตาฟซื้อมาจากตลาดท่าสองยางมาเป็นสิ่งเพิ่มพลังงานให้สามารถเดินทางต่อไป สู่จุดหมายในวันนี้ให้ได้


เส้นทางเดินสู่ม่อนทูเลถึงแม้จะไม่ลาดชันเท่าโมโกจู แต่ก็ถือว่าเป็นเส้นทางที่หนักเอาการ เพราะต้องใช้เวลาเดินกว่า 6 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างย่ิงในช่วงท้ายๆแทบจะต้องปีนป่ายไปตามยอดเขาที่มีเพียงทุ่งหญ้าปกคลุม แต่ละก้าวที่เหยียบไป ในใจผมก็ได้แต่วนเวียนว่าเรามาทำอะไรอยู่ เราต้องการเอาชนะในการพิชิตยอดเขา หรือต้องการพิสูจน์ร่างกายและจิตใจหรืออย่างไร


กว่าจะมาถึงที่พักก็ล่วงเข้าบ่ายแก่ สิ่งทีประทับใจอย่างหนึ่งก็คือลำธารใสที่อยู่ข้างลานกางเต็นส์ ผมตั้งใจว่าอย่างไรก็ขออาบน้ำแช่ลำธารให้คลายความเมื่อยล้าที่ผจญมาทั้งวัน ดังนั้นหลังจากเราช่วยกันกางเต็นส์ จัดเตรียมสถานที่ ผมก็ขอตัวไปอาบน้ำชำระร่างกายที่อ่อนล้าให้กลับคืนความสดชื่นมาอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเสมอขณะท่องป่าคือการได้นอนแช่่ในลำธารใสกลางธรรมชาติ ซึ่งมีไม่กี่ครั้งนักที่จะมีโอกาสเช่นนี้ เพราะเส้นทางเดินป่าบางแห่ง แม้เพียงน้ำดื่มยังหาได้ยากเย็น


จากที่พัก เดินขึ้นเนินไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็จะถึงสันเขาของม่อนทูเลที่ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าสีทอง เวลาเย็นเช่นนี้ผมเลือกที่จะมานั่งชมพระอาทิตย์ตกท่ามกลางบรรยากาศสบายๆของทุ่งหญ้ายามเย็น คำถามต่างๆที่มีมาระหว่างการเดินทาง กลับได้คำตอบเมื่อผมมายืนอยู่ ณ จุดที่ภูผาจรดแผ่นฟ้า ลมโชยแผ่วพัดเอายอดหญ้าโบกไสว ท่ามกลางแสงสีทองยามเย็นที่เริ่มอ่อนแรงลงทุกขณะ คืนนี้ผมหลับไหลไม่ได้สติตั้งแต่หัวค่ำ ด้วยเพราะเหนื่อยกับการเดินมาทั้งวัน


เช้าวันใหม่ ผมกลับมายืนบนสันเขาเหนือที่พักอีกครั้ง ลมยามเช้าพัดมาจนหน้าชา ถึงแม้จุดที่ผมยืนอยู่จะไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าได้ แต่่่ก็ทดแทนด้วยภาพหุบเขาเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยทะเลหมอกที่ไล่เลียไปตามเทือกเขา ท้องฟ้าเบื้อบนเริ่มเปลี่ยนสีไปตามเวลาที่ผ่านไป ผมนั่งดูความเป็นไปของธรรมชาติบนทุ่งหญ้ากว้าง แสงสีทองยามเช้าเริ่มถูกแทนที่ด้วยแสงแดดจ้ายามสายอันเป็นเวลาที่ผมต้องบอกลาชั่วคราวเพื่อกลับไปทานอาหารเช้าภายในเต็นส์ส่วนกลาง

แผนการสำหรับวันนี้ดูไม่เร่งรีบมากนัก สาเหตุหนึ่งอาจเพื่อให้ร่างกายแต่ละคนพักฟื้นจากวันวาน การเดินทางวันนี้คงเป็นการเดินชมทิวทัศน์ไปตามสันเขาแล้ววกกลับมาพักยังที่เดิม ซึ่งกว่าจะได้เวลาออกเดินทางก็สายมากแล้ว แสงแดดแรงกล้าเพิ่มความร้อนระอุให้กับเส้นทางเดินที่เลาะไปตามสันเขา สองข้างทางไร้ซึ่งไม้ใหญ่ มีเพียงทุ่งหญ้าเป็นเพื่อนร่วมทาง ท้องฟ้าวันนี้สีครามเข้มตัดกับทุ่งหญ้าสีน้ำตาลของม่อนทูเล พวกเราเดินเรียงกันเป็นแถวยาว ทิ้งระยะห่างกันบ้างในช่วงที่ต้องปีนป่ายขึ้นลงเนิน


ยิ่งปีนขึ้นสูงขึ้นเท่าใด ทิวทัศน์รอบด้านก็ยิ่งเปิดกว้างให้เห็นภาพของทิวเขาอันสลับซับซ้อน สายลมแผ่วๆที่โชยมาช่วยลดความร้อนระอุในยามพระอาทิตย์อยู่เหนือหัวพอดี มีเพียงต้นไม้แคระที่ยืนหยัดบนยอดดอยเท่านั้นที่พอเป็นร่มเงาให้พึ่งพิง คนนำทางพาเราเดินหลบเข้ายังหุบเขาที่รกชัฎเพื่อหลบแสงแดดและถือโอกาสพักทานอาหารเที่ยงไปในตัว สภาพป่าบริเวณหุบเขาช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสภาพทุ่งหญ้าที่ผ่านมา เพราะเพียงแค่จะหาที่นั่งพักยังทำได้ลำบาก ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ดูครึ้มจนแสงแดดแทบจะเล็ดลอดลงมามิได้


คนนำทางพาเรากลับสู่ที่พักโดยเลือกเส้นทางที่ลัดเลาะสู่ป่าทึบ ก่อนที่จะลัดเลาไปตามลำธารที่แห้งเหือด เหลือเพียงลำน้ำสายเล็กๆค่อยๆไหลรินไปตามโขดหิน บางช่วงเราต้องค่อยๆไต่ลงไปตามหน้าผาที่ยามหน้าฝนคงมีสภาพเป็นน้ำตกใหญ่ แต่วันนี้กลับเป็นเพียงหน้าผาหินที่ทั้งลื่นและอันตราย


กว่าจะถึงที่พักก็บ่ายแก่เต็มที แต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปชำระร่างกายกันที่ลำธารข้างที่พัก การได้มานั่งแช่น้ำท่ามกลางธรรมชาติช่วยปลดเปลื้องความเมื่อยล้าและคราบไคลจากการเดินป่าในวันนี้ไปได้มาก และที่ผมยังคงไม่พลาดก็คือการเดินกลับขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศยามเย็นของทุ่งหญ้าเมื่อยามอาทิตย์ใกล้ลาลับ และเนื่องจากท้องฟ้าในวันนี้ค่อยข้างปลอดโปร่งทำให้แสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องเป็นสีทองโลมไล้ไปตามทุ่งหญ้ากว้างบนสันเขา นี่กระมังครับคงเป็นที่มาของชื่อม่อนทูเลที่เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่าภูเขาทอง ผมนั่งมองดวงตะวันที่ค่อยๆอ่อนแสงลงก่อนจะลาลับเหลี่ยมเขาลงไปในที่สุด


การเดินทางทุกครั้งเป็นเรื่องปกติที่เราจะได้พบเจอกับเพื่อนร่วมทางใหม่ๆ และจากคนแปลกหน้าเมื่อพบกันครั้งแรก แต่การได้มาร่วมเดินทางด้วยกัน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็อบอวลไปด้วยมิตรภาพที่ต่างมอบให้แก่กัน คืนนี้พวกเราต่างนั่งจับกลุ่มทานอาหารเย็นกันอย่างออกรส ประสบการณ์ต่างๆระหว่างเดินทางถูกนำมาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน ก่อนเข้านอนคืนนี้เราเดินกลับขึ้นไปยังสันเขาเพื่อชมดาวในยามค่ำ และถึงแม้ความรู้เรื่องดวงดาวของผมจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ แต่ความสวยงามของแสงดาวในคืนเดือนมืดอย่างนี้ก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย อากาศในคืนนี้หนาวเย็นมากขึ้นกว่าคืนก่อน หนาวจนทำให้ผมต้องตื่นขึ้นมาหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดที่อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือเลขตัวเดียว นีอาจเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งสำหรับผมที่คิดว่าอากาศคงไม่หนาวมาก จึงชะล่าใจไม่ได้เตรียมถุงนอนและเครื่องกันหนาวที่เหมาะสมมา มีเพียงถุงนอนบางๆที่แทบจะกันอะไรไม่ได้ในยามนี้


เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นจนนอนแทบไม่ได้ ทำให้วันนี้พวกเราส่วนใหญ่ตื่นกันแต่เช้ามืด ผมกลับขึ้นไปยังสันเขาเป็นครั้งสุดท้ายในยามที่แสงแรกแห่งวันเริ่มสาดส่อง ลำแสงสีแดงทอดผ่านอยู่บนท้องฟ้าตัดกับฟ้าสีน้ำเงินเข้ม มองไปยังหุบเขาเบื้องล่างคือทะเลหมอกหนาที่จับตัวเป็นดั่งผืนทะเลสีขาวผืนใหญ่ ภาพที่ปรากฎขึ้นตรงหน้านับเป็นสีสันที่ธรรมชาติได้สร้างไว้อย่างวิจิตรบรรจง ผมเองอันที่จริงก็ไม่คาดคิดว่าทิวทัศน์ยามเช้าในวันนี้จะสวยงามขนาดนี้ เพราะเมื่อเทียบกับวันวานถึงแม้จะมีทะเลหมอกเช่นกัน แต่ทั้งเรื่องสีและแสงของวันนี้เรียกได้ว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง


และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องบอกลาม่อนทูเล เราเก็บข้าวก่อนเดินทางกลับในช่วงเวลาสาย เส้นทางในขาลงถึงแม้จะไม่เหนื่อยเท่ากับขาขึ้น แต่ก็สร้างความเมื่อยล้าให้ไม่น้อย บางช่วงต้องค่อยๆเกาะเกี่ยวต้นหญ้าเพื่อก้าวสู่เบื้องล่าง เส้นทางอันยาวไกลกับทางเดินที่ดำดิ่งสู่เบื้องล่างสร้างความสงสัยให้กับผมไม่น้อยว่า ผมเดินขึ้นมาได้อย่างไรกัน หรืออาจเป็นเพราะขณะนั้นสายตาผมพยายามจับจ้องอยู่เพียงปลายเท้า ทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าเส้นทางสู่จุดหมายนั้นยาวไกลเพียงไร ซึ่งว่าไปแล้วการไม่รู้ก็มีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้หมดกำลังใจไปเสียกลางทาง เปรียบไปก็เหมือนชีวิตคน ถ้าเราล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า ชีวิตนี้คงไร้ซึ่งความหวังอย่างสิ้นเชิง


กว่าที่เราจะลงมาถึงยังหมู่บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นเดินก็ล่วงบ่ายแล้ว และเนื่องจากห้องอาบน้ำที่ไม่เพียงพอ ทำให้เย็นนี้เราได้ไปอาบน้ำชำระร่างกายกันที่แม่น้ำเมยด้านหลังของ อบต.ท่าสองยางที่อยู่ไม่ห่างกันนัก แม่น้ำเมยใหลเอื่อยแบ่งกั้นเมืองไทยกับพม่าออกจากกัน ทัศนียภาพของลำน้ำเมยดูสงบนิ่งและงดงามด้วยธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ พื้นที่ฝั่งตรงข้ามที่เป็นเขตประเทศพม่ายังคงเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี เราออกเดินทางกลับในเวลาใกล้ค่ำ คืืนนี้ผมพยายามหลับให้เต็มที่เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปทำงานตามปกติ ซึ่งความเมื่อยล้าตลอดการเดินทางทำให้คืนนี้ผมหลับสนิทจนไปตื่นอีกทีเมื่อรถตู้วิ่งเข้าใกล้กรุงเทพฯเต็มที




ผมบอกลาเพื่อนร่วมทางเมื่อตอนตีสี่ครึ่ง ก่อนเรียกแท็กซี่มุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อเตรียมตัวไปทำงานต่อในเช้าวันเดียวกัน โดยหวังเพียงว่าเราคงจะได้กลับมาเจอกันอีกเมื่อการเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง



--





แสดงความคิดเห็นบน facebook
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
Back to Top