นักท่องเที่ยว ดวงซวย โดน ฝูงสิงโต รุมฉีกร่าง ตายสยอง

โพสต์ รูปและวีดีโอ
fwdder นักท่องเที่ยว ดวงซวย โดน ฝูงสิงโต รุมฉีกร่าง ตายสยอง

นักท่องเที่ยว ดวงซวย โดน ฝูงสิงโต รุมฉีกร่าง ตายสยอง

3 พ.ย. แหล่งข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักท่องเที่ยว พีท   เอเวอร์เชด  นักธุรกิจชาวซิมบับเว วัย 59  ปี   ถูกสิงโตกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนอย่างน้อย 5 ตัวเข้าจู่โจมและฉีกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ จนเสียชีวิต  ระหว่างอาบน้ำด้วยฝักบัวกลางแจ้ง   ต่อหน้าต่อตา “ลิซ”  ผู้เป็นภรรยา  ในระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางมาตั้งแคมป์พักผ่อนในเขตอุทยานแห่งชาติ “มานา พูลส์”  ของซิมบับเว ใกล้กับแม่น้ำแซมเบซี     

 

ทั้ง นี้ อุทยานแห่งนี้มีชื่อเสียง ทางด้านการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ชีวิต ได้พักผ่อน ใกล้ชิดธรรมชาติ และฝูงสัตว์ป่านานาชนิดของแอฟริกา มากที่สุด

จากการเปิดเผยของ  จอห์นนี   โรดริเกซ   โฆษกของคณะทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าของซิมบับเว กล่าวว่า   เอเวอร์เชดและภรรยาของเขา   พร้อมน้องชายของภรรยา และเพื่อนอีกคนหนึ่งได้เดินทางจากกรุงฮาราเร  เมืองหลวงของประเทศ  เพื่อมาพักผ่อนที่อุทยานแห่งนี้   และในวันที่เกิดเหตุ   นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ก็ได้เดินทางไปตกปลาตลอดทั้งวัน   หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับ ไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย  ณ  แคมป์ที่พักตอนช่วงใกล้ค่ำ ซึ่ง เอเวอร์เชด อาบน้ำเป็นคนสุดท้ายในกลุ่ม ที่ฝักบัวกลางแจ้งนั้น ซึ่งอยู่ห่างจากแคมป์ที่พักราว 125 ฟุต

โรดริเกซ ยังเผยอีกว่า ปกติ ฝูงสิงโต จะออกมาหาอาหาร หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งอาจซุ่มอยู่บริเวณที่ เอเวอร์เชดอาบน้ำอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะกระโจนเข้าจู่โจมโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว ถึงแม้ภรรยากับเพื่อนๆของเขาจะรีบขับรถตะบึงเข้ามาบริเวณจุดเกิดเหตุเพื่อพยายามช่วยชีวิตเขา แต่มัน ก็สายเกินไปแล้ว เพราะผู้เคราะห์ร้าย เสียเลือดมากจากบาดแผลฉีกขาดหลายจุด โดยเฉพาะที่ลำคอ

ส่วน แคโรไลน์   วาชายา   โมโย   โฆษกหญิงประจำอุทยานแห่งชาติมานา พูลส์    ก็ได้ออกมาแถลง ภายหลังว่า ลิซ  ภรรยาของเอเวอร์เชด ได้อ้อนวอน ไม่ให้เจ้าหน้าที่ของอุทยานสังหารสิงโตกลุ่มดังกล่าวที่ฉีกร่างสามีของเธอ โดยเธอให้เหตุผลว่า สามี ของเธอเป็นคนรักธรรมชาติมากๆ และเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ถือว่าเป็นความประมาทเอง ที่พยายามเอาชีวิตไปอยู่ใกล้กับฝูงสัตว์ป่าโดยไม่ตระหนักถึงอันตราย ที่ตามมา

 





แสดงความคิดเห็นบน facebook
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
Back to Top