ไม่ใช้ผู้นำยอดแย่ แต่เป็นผู้นำที่เลว ทักษิณ ชินวัตร ที่ Foreign Policy อยากให้โลกรู้จัก

โพสต์ รูปและวีดีโอ
fwdder ไม่ใช้ผู้นำยอดแย่ แต่เป็นผู้นำที่เลว ทักษิณ ชินวัตร ที่ Foreign Policy อยากให้โลกรู้จัก

ถูก ต้องแล้ว ที่นายนพดล ปัทมะะ ที่ปรึกษา นช. ทักษิณ ชินวัตร จะแก้ต่าง แทนเจ้านายของตนว่า บทความเรื่อง Bad Exes ที่เขียนโดย นายโจชัว อี คีทติ้ง ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ foreignpolicy.com ไม่ได้ระบุว่า นช. ทักษิณ เป็น 1 ใน 5 ผู้นำยอดแย่
       
        คำว่า Bad Exes ต้องแปลว่า ผู้บริหารชั่ว ผู้บริหารเลว จึงจะฟังเข้าท่า ดูเข้าทีกว่า
       
       นาย คีทติ้ง ซึ่งเป็นผู้ข่วยบรรณาธิการของ foreignpolicy เขียนโปรยไว้ในตอนต้นเรื่องว่า "อดีตประธานาธิบดี และอดีตนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ อุทิศตนสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้โลก หรือไม่ก็ปลีกตัวหายไปเงียบๆ ต่อไปนี้คือ อดีตผู้นำ 5 ราย ที่ไม่ได้เป็นทั้งสองแบบนี้ "
       
       นช. ทักษิณ เป็น 1 ใน 5 รายที่ว่านี้ ที่ไม่ได้อยู่เฉยๆ และไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้โลกใบนี้เลย
       
       นาย คีทติ้ง ไม่ได้บอกว่า นช. ทักษิณ ใช้พาสปอร์ตปลอม แต่ใช้พาสปอร์ต ที่ได้รับมาอย่างผิดกฎหมาย จากประเทศต่างๆจำนวนหนึ่ง ( illegally received passports ) ซึ่งอาจจะหมายถึง หนังสือเดินทาง ที่ซื้อ หรือขอ หรือได้มาด้วยการแลกเปลี่ยนที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมก็ได้
       
       จน ถึงเย็นวานนี้ เว็บไซต์ foreignpolicy.com มีผู้เข้าไปอ่านเรื่อง Bad Exes มากเป็นอันดับหนึ่ง และมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มีทั้งเห็นด้วย และด่าผู้เขียนบทความ รวมทั้ง แก้ต่างให้ นช. ทักษิณ
       
        นช. ทักษิณ เคยแต่จ้างวานให้บริษัทพีอาร์ และสื่อต่างประเทศ เขียนข่าวบิดเบือนให้ร้ายประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง มาเจอเรื่องจริง ที่คนไทยรู้เช่นเห็นชาติมานานแล้ว ที่สื่อฝรั่งนำไปเผยแพร่เข้าให้บ้าง ย่อมจะต้องร้อนตัวเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องจริงของเขา มาปรากฏในเว็บไซต์ของนิตยสารที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักการทูต ผู้บริหารประเทศ และผู้สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคง อย่าง Foreign Policy
       
       นิตยสารเล่มนี้ มีอายุถึงวันนี้ 40 ปีแล้ว เพราะก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1970 โดย แซมมวล ฮันติงตัน และ วาร์เรน เดเมียน แมนเซล
       
       ฮัน ติงตัน เป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อก้องโลกคนหนึ่ง ผลงานที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู้ผู้ที่ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ หว่างประเทศคือ หนังสือชื่อ "การปะทะกันของอารยธรรม และการจัดระเบียบโลกใหม่" ( The Clash of Civilization and the Remaking of World Order) ซึ่งเสนอมุมมองใหม่ เกี่ยวกับสถานการณ์โลก หลังยุคสงครามเย็น
       
       ส่วนแมนเซล เป็นชาวเยอรมนี ซึ่งโอนสัญชาติเป็นอเมริกัน เป็นเพื่อนเรียนหนังสือกับเฮนรี่ คิสซืงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ผู้ทรงอิทธิพลของสหรัฐ เคยเป็นทูตสหรัฐ ฯ ประจำเดนมาร์ก ระหว่างปี 1978 -1981 และยังเป็น วาณิชธนกร ด้วย
       
       ทั้งสองคนนี้ เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Foreign Policy จนถึงปี 1977
       
       นิตยสาร เล่มนี้ ในยุคแรกๆ เป็นนิตยสารรายไตรมาส ซึ่งต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนคาร์เนกี เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ( Carnegie Endowment for International Peace ) ซึ่งเป็นสถาบันที่ผลิตงานเชิงความคิด และนโยบายทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ของเอกชน ก่อตั้งโดย แอนดรูว์ คาร์เนกี มหาเศรษฐีนักอุตสาหกรรมชาวอเมริกัน เมื่อปี 1910
       
       เป็น ปกติ ของนิตยสารวิชาการเฉพาะด้าน ที่มีเนื้อหาเคร่งเครียด น่าเบื่อ ไม่น่าอ่านสำหรับคนทั่วไปที่มิใช่นักวิชาการ หรือผู้ทีสนใจในเรื่องนั้นๆ การจัดรูปเล่มก็ไม่ชวนอ่าน เพราะให้ความสำคัญกับสาระมากกว่ารูปแบบ นิตยสารForeign Policy ก็เป็นเช่นนั้น จึงแทบจะไม่เป็นที่รู้จักทั่วไปสักเท่าไรนัก และถ้าพูดถึง การได้รับความยอมรับ และอิทธิพลในวงการแล้ว ก็น่าจะด้อยกว่า นิตยสารประเภทเดียวกันคือ Foreign Affairs ซึ่งเกิดก่อนเกือบ 50 ปี และเป็นสื่อความเห็นของ สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือ Council of Foreign Relation ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ ที่มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อนโยบายต่างประเทศของอเมริกา
       
       คน ที่ทำให้ foreign policy เปลี่ยนโฉม จากนิตยสารเชยๆ เนื้อหาน่าเบื่อ มาเป็นนิตยสารเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจ การเมือง และความคิด ของโลก" ในรูปลักษ์ใหม่ที่มีสีสัน การจัดรูปเล่ม และกราฟฟิค ชวนอ่าน จนได้รับรางวัล นิตยสารที่เป็นเลิศแห่งชาติ ถึง 3 ครั้ง คือ Moises Naim ชาวเวเนซุเอลา ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรม ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และ เป็นนักเขียน คอลัมนิสต์ ในเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การพัฒนา และโลกาภิวัตน์ มีผลงานในหนังสือพิมพ์ชั้นนำของสหรัฐฯ และยุโรป
       
       Moises Naim ยังเปลี่ยน Foreign Policy จากนิตยสารรายไตรมาส เป็น นิตยสารราย 2 เดือน และเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ ที่เป็นปรากฎการณ์ของโลกาภิวัตน์ เช่น เรื่องของ วิคเตอร์ บูท ซึ่งเป็นพ่อค้าค้าอาวุธรายใหญ่ ขบวนการซื้อขายเด็ก ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อขายให้กับ ดารา ไฮโซ ในสหรัฐฯ ที่นิยมสะสมลูกบุญธรรมต่างผิวพันธุ์ เส้นทางการหลบหนีออกจากประเทศของชาวเกาหลีเหนือ ที่มีปลายทางอยู่ที่เชียงราย ฯลฯ
       
       นอกจากนั้น ยังร่วมกับมูลนิธิ กองทุนสันติภาพ จัดทำดัชนี รัฐที่ล้มเหลว (Failed State Index ) ทุกปี จนถูกนำไปใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาง รวมทั้ง การจัดทำดัชนีโลกาภิวัตน์ ( Globalization Index) เพื่อวัดความเป็นโลกาภิวัฒน์ของประเทศต่างๆในแต่ละปี
       
       ความเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา
       
       Foreign Policy มียอดจำหน่ายฉบับละ 100,000 เล่ม แต่ยังต้องขาดทุนประมาณปีละ 1 ล้านเหรียญ
       
       Moises Naim เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ตั้งแต่ปี 1996-2010 เขาลาออกเมื่อต้นปีนี้ หลังจากที่ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ซื้อ Foreign Policy ในเดือน ตุลาคม 2008 และแต่งตั้งให้ซูซาน แกลสเซอร์ ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวระดับชาติของวอชิงตันโพสต์มาเป็นบรรณาธิการบริหาร
       
       เป้า หมายหนึ่งของวอชิงตันโพสต์คือ ใช้ Foreign Policy เป็นฐานในการพัฒนาข่าวออนไลน์ โดยอาศัยจุดแข็งของForeign Policy ที่มีข่าว และบทความที่กว้างกว่า ครอบคลุมถึงสถานการ์ทั่วโลก อย่างหลากหลาย ในขณะที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ จะเน้นที่ การเมือง และนโยบายในวอขิงตัน ดีซี เป็นหลัก
       
       เดิม เว็บไซต์ foreignpolicy.com ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมนิตยสารเท่านั้น แต่หลังจากวอขิงตันโพสต์เป็นเจ้าของ ได้พัฒนา foreignpolicy.com ให้เป็นสื่อออนไลน์ เพื่อเป็น "นิตยสารรายวันของผู้ที่สนใจเรื่องของโลก" โดยการระดมนักข่าว นักเขียนในเครือวอชิงตัน โพสต์ และนักเขียนภายนอก มาเขียนบล็อก มีกองบรรณาธิการที่ทำข่าวป้อนให้เป็นทุกวัน เพื่อให้เว็บมีความเคลือนไหว สด ใหม่ ทุกวัน โดยที่ เนื้อหาจากนิตยสาร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ เว็บไซต์เท่านั้น ที่เปิดให้ผุ้ที่ลงทะเบียนอ่านฟรี
       
        เว็บ ไซต์ foreignpolicy.com เปิดตัวโฉมใหม่มาตั้งแต่ เดือนมกราคมปีที่แล้ว บางที บทความเรื่อง ผู้บริหารเลวๆ ชิ้นนี้ อาจจะทำให้ มีผู้เข้าไปชมเว็บไซต์นี้มากที่สุดวันหนึ่งก็ได้

จาก RYP9


อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1946707#ixzz12FoiEYJB



แสดงความคิดเห็นบน facebook
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
Back to Top