เช้าสี่เย็นสามลองอ่านดูให้แง่คิดดีค่ะ

โพสต์ รูปและวีดีโอ
fwdder เช้าสี่เย็นสามลองอ่านดูให้แง่คิดดีค่ะ
tag:ข้อคิด
เช้าสี่ เย็นสาม ลองอ่านดู ให้แง่คิดดีค่ะ








 



  


จางจื๊อ ปราชญ์จีนโบราณ ได้เล่านิทานสั้น ๆ เรื่องหนึ่ง
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจปรัชญาเต๋า
นิทานเรื่องนี้ชื่อว่า "เช้าสามเย็นสี่"

เช้าวันหนึ่งคนฝึกลิงได้บอกกับลิงทั้งหลายว่า
"นับแต่วันนี้ไป เราจะให้ลูกเกาลัดแก่เจ้า
ตอนเช้าสามกอง ตอนบ่ายสี่กอง"

พวกลิงไม่พอใจที่ได้ฟังเช่นนั้น
คนเลี้ยงลิงจึงบอกว่า "ถ้าเช่นนั้น ตอนเช้าข้าจะให้เจ้าสี่กอง
ตอนบ่ายสามกอง" พูดเท่านี้ ลิงทั้งหมดก็พอใจ

อ่านแล้วหลายคนคงอดหัวเราะลิงไม่ได้
เพราะข้อเสนอของคนเลี้ยงลิงในตอนหลัง
ไม่ได้ต่างอะไรจากตอนแรก
ถึงอย่างไรก็ได้กินเกาลัดเจ็ดกองเท่ากัน
แต่ลิงกลับเห็นว่า"เช้าสี่เย็นสาม" นั้นเข้าท่ากว่า "เช้าสามเย็นสี่"

แต่มาพิจารณาให้ดี บ่อยครั้งคนเราก็คิดไม่ต่างจากลิงในนิทาน

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เจ้าของชาเขียวชื่อดังในเมืองไทย
ได้ไปเปิดตลาดที่กัมพูชา
วิธีส่งเสริมการขายของชายี่ห้อนี้ ก็คือ
ซื้อสองขวดหรือจ่าย ๔๐ บาท แถมฟรีตุ๊กตาหนึ่งตัว

ปรากฏว่าขายไม่ออกเลย

หลังจากผ่านมาได้หนึ่งวันเขาสังเกตว่า
เวลาพิธีกรโชว์ตุ๊กตาให้ดูบนเวที
เด็ก ๆ ให้ความสนใจมากถึงกับตาเป็นแวว
เขาจึงเปลี่ยนวิธีการใหม่ คือ ซื้อตุ๊กตาหนึ่งตัว แถมชาเขียวสองขวด
ทีนี้ได้ผล คนเข้าคิวยาวเหยียด
ตุ๊กตาเกือบครึ่งหมื่นหมดไปภายในวันที่สอง

ทั้ง ๆ ที่จ่าย ๔๐ บาทได้ตุ๊กตาและชาเขียวสองขวดเหมือนกัน
แต่ผู้คนกลับเลือกซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว
มากกว่าซื้อชาเขียวแถมตุ๊กตา

อะไรทำให้ "เช้าสี่เย็นสาม" ดึงดูดใจลิง
พอ ๆ กับที่ "ซื้อตุ๊กตาแถมชาเขียว" ดึงดูดใจลูกค้า
คำตอบเห็นจะเป็นเพราะว่า ข้อเสนอทั้งสองนั้น
นำหน้าด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า
และตามด้วยสิ่งที่น่าสนใจน้อยกว่า

อะไรก็ตามที่นำหน้าด้วยของชอบ
และตามด้วยของที่ชอบน้อยกว่า
มักจะได้รับความสนใจจากผู้คนมากกว่า
เวลากินก๊วยเตี๋ยว คนส่วนใหญ่จึงชอบกินลูกชิ้นก่อน
ส่วนเส้นค่อยกินทีหลัง น้อยคนที่กินเส้นก๊วยเตี๋ยวก่อน
และค่อยเก็บกวาดลูกชิ้นทีหลัง

จะกินลูกชิ้นก่อนหรือทีหลัง
ถ้าว่าตามหลักเหตุผลแล้ว ก็ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรนัก
เพราะในที่สุดก็ได้กินทั้งลูกชิ้นและเส้นเหมือนกัน
แต่ถ้าพูดถึงความรู้สึกแล้ว
กินลูกชิ้นก่อน ย่อมหมายถึง การได้รับความเอร็ดอร่อยก่อน
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากรอเสพความเอร็ดอร่อยทีหลัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาจะเลือกทำอะไรสักอย่าง
บ่อยครั้งเรามักใช้ความรู้สึกนำหน้ามากกว่าเหตุผลหรือการคิดใคร่ครวญ
จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องใหญ่
หากเราใช้ความรู้สึกนำหน้าเวลากินก๊วยเตี๊ยว
ปัญหาก็คือ เรามักใช้ความรู้สึกนำหน้าในการดำเนินชีวิตด้วย

ระหว่างสบายก่อน ลำบากทีหลัง กับลำบากก่อน สบายทีหลัง
คนจำนวนไม่น้อยเลือกสบายไว้ก่อน ส่วนลำบากนั้น ว่ากันทีหลัง
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลามีเงินกู้ที่ได้มาง่าย ๆ
หลายคนจึงขอกู้เอาไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
เงินที่กู้นั้นเอาไปทำอะไร
คำตอบก็คือ ซื้อสิ่งฟุ่มเฟือย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก
หรือเครื่องเสริมสร้างสถานภาพ
เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์จอแบน
เครื่องเล่นดีวีดี รถยนต์ ฯลฯ
รู้ทั้งรู้ว่าดอกเบี้ยก็ไม่น้อย
และไม่แน่ใจว่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้หรือไม่
แต่ภาระเหล่านั้นเป็นเรื่องอนาคต
วันนี้ถ้ากู้มาแล้วฉันสบาย มีเสพสมอยาก ก็ขอกู้มาก่อน

ไม่ใช่แต่เงินกู้หาง่ายเท่านั้น
อบายมุขก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน รู้ทั้งรู้ว่าสูบบุหรี่
กินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวผู้หญิงนั้นไม่ดี จะก่อปัญหาในอนาคต
แต่ผู้คนก็ยังพากันเข้าหาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
ทั้งนี้ก็เพราะมันให้ความสุขเฉพาะหน้า ส่วนโรคภัยไข้เจ็บ หนี้สิน ปัญหาครอบครัว
ฯลฯ ค่อยไปว่ากันทีหลังเพราะตอนนี้มันยังไม่เกิด

ความสุขสบายวันนี้ มักหอมหวลมีเสน่ห์กว่าความสุขสบายวันหน้า
ส่วนความทุกข์ในวันนี้ ย่อมน่ากลัวกว่าความทุกข์ในวันหน้า
ถ้าให้เลือกระหว่าง ลำบากวันนี้ กับเป็นเอดส์วันหน้า
หญิงบริการจำนวนไม่น้อยตอบว่า "กลัวอดไม่กลัวเอดส์"
สำหรับหญิงเหล่านี้ เอดส์ไม่น่ากลัว

ไม่ใช่เพราะว่าเธอมีวิธีป้องกันที่ได้ผล หรือรู้วิธีรักษา
แต่เป็นเพราะเชื่อว่า กว่าปัญหาจะเกิดก็อีกนาน

น้อยคนเลือกที่จะยอมลำบากวันนี้ เพื่อไปสบายในวันหน้า
ลำพังการขู่เด็กว่า "รักดีหามจั่ว ...




แสดงความคิดเห็นบน facebook
แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกนะครับ
สมัครสมาชิก
Back to Top